วังจันทร์รวมรัก ปลูกผักแบ่งปัน ตอน ถั่วพู

วังจันทร์รวมรัก ปลูกผักแบ่งปัน ตอน ถั่วพู

 

........ถั่วพู จัดเป็นพืชตระกูลถั่วที่นิยมนําฝักอ่อนมารับประทาน ทั้งจิ้มน้ำพริก และประกอบอาหารจําพวกแกงเนื่องจากเนื้อฝักมีความกรอบและให้รสมัน ซึ่งแต่ก่อนเป็นผักที่ปลูกตามครัวเรือนสําหรับรับประทานเอง แต่ปัจจุบันมีการปลูกในแปลงใหญ่สําหรับการค้ามากขึ้น เนื่องจากเป็นที่ต้องการ รับประทานมากเมล็ดถั่วพูนํามาสกัดน้ำมันสําหรับใช้ประกอบอาหาร ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องสําอาง โดยน้ำมันในเมล็ดจะสกัดได้ประมาณ 16 - 18% อีกทั้งยังสามารถนํามาบดเป็นผง สําหรับทําขนมหวาน รวมถึงใช้ต้มน้ำรับประทานเป็นอาหารเสริมได้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

........รากและลําต้น ถั่วพูเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุมากกว่า 1 ปี รากมีลักษณะเป็นปม หรือกลายเป็นหัวอยู่ใต้ดินจํานวนหลายหัวและมีรากแขนงแตกออกเล็กน้อย ส่วนปลายด้านล่างของหัวจะเป็นรากยาวแทงลงดินหัวหรือปมรากนี้สามารถนํามารับประทาน หรือประกอบอาหารได้ส่วนลําต้นมีลักษณะเป็นเถายาวเสื้อยเกาะตามวัสดุ หรือต้นไม้อื่น

........ลําต้นมีลักษณะกลม โคนต้น หรือโคนเถามีสีน้ำตาล อมเขียว เถาส่วนปลายมีสีเขียวสด ลําต้นแตกกิ่งสาขาจํานวนมากขนาดความยาวของเถาได้มากกว่า 3 - 4 เมตร โดยเฉพาะลําต้นที่มีค้าง ให้เลื้อย ใบ ถั่วพูเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ใบประกอบที่ออกเอื้องสลับกันตามเถา และกิ่งแขนง ก้านใบมีขนาดเล็กสีเขียวสด ยาว 5 - 10 เซนติเมตร

........ถั่วพูจะออกดอกเป็นช่อ ลักษณะ ใบประกอบแต่ละช่อมีดอก 3 - 12 ดอก แต่จะบานได้เพียง 2 - 4 ดอก เท่านั้น ที่ออกเอื้องสลับตามเถา ของถั่วพู

........ดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียวสดหุ้มบริเวณฐานดอกส่วนกลีบดอกมีสีต่างกันตามสายพันธุ์ กลีบดอกเรียงซ้อนกันเป็นกระจะ ไม่เรียงซ้อนเป็นวงกลมเหมือนดอกไม้อื่น ด้านในมีเกสรตัวผู้ 10 อัน ดอกถั่วพูจัดเป็นดอกสมบูรณ์เพศ สามารถผสมเกสรได้ในดอกตัวเอง ดอกมักบานในช่วงเช้า 08.00 - 10.00 นาฬิกา และเกสรเพศผู้จะปล่อย ละอองเกสรในช่วงเวลา 01.00 - 02.00 นาฬิกา โดยดอกถั่วพูจะมีหลายสี

ตามชนิดของถั่วพู แต่ที่พบมากในประเทศไทย คือ

........ดอกสีขาวอมม่วงของพันธุ์ฝึกเขียว และดอกสีม่วงของ พันธุ์ผักม่วง ดอกจะเริ่มออกในช่วงปลายฤดูฝน จนถึงต้นฤดูหนาว พอีดถั่วพู และดอกจะเริ่มบานหลังจากปลูกแล้วประมาณ 100 - 120 วัน

ผลและเมล็ด

........ผลถั่วพูเรียกเป็นฝัก ขาว 10 - 35 เซนติเมตร สีของฝักมีหลายสีตามชนิดพันธุ์ แต่ส่วนมากมักปลูกฝักสีเขียวฝักสีเขียวนี้ เมื่อแก่มีสีเขียวอมเหลือง หรือสีเหลือง และแห้งจนเป็น สีน้ำตาล ลักษณะของฝักแบ่งเป็น 4 แฉก ขอบแฉกเป็นแผ่นบางๆ และหยักเป็นฟันเลื่อย ตรงกลางฝึกเป็นที่อยู่ของเมล็ดที่เรียงชิดกันตามความยาวของฝึก ก้านใบสั้นและยาว ของใบย่อยของถั่วพู

........ซึ่งชนิดฝัก หรือพันธุ์ที่พบปลูกในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ พันธุ์ผักสีเขียวและพันธุ์ฝึกสีม่วง สําหรับเมล็ดถั่วพูมีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่วเหลือง ลักษณะ ค่อนข้างกลม และแบนเล็กน้อย เปลือกเมล็ดแข็ง และมีตาต้นอ่อนสีขาวอยู่ขอบด้านในของเมล็ด เปลือก เมล็ดมีหลายสีตามชนิดพันธุ์ เช่น สีขาว สีน้ำตาล และสีดํา เมล็ดในฝึกเขียวอ่อนจะมีเปลือกสีเขียว เนื้อ เมล็ดมีสีขาว สามารถเลี้ยวรับประทาน เมื่อแก่หรือเมื่อฝักแห้งจะมีเปลือกเมล็ดเป็นสีน้ำตาล เปลือกเมล็ด เป็นมันวาวในแต่ละฝักจะมีเมล็ดจํานวน 5 - 20 เมล็ด

คุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณด้านสมุนไพร

........ถั่วพูมีประโยชน์หลากหลาย ฝักถั่วพูอ่อนถือเป็นผักอีกชนิดที่นิยมนํามารับประทานคู่กับน้ำพริก เนื้อฝักมีความกรอบ เนื้อให้รสมันอร่อย อีกทั้งทุกส่วนยังให้โปรตีนสูง เมล็ดถั่วพูนํามาสกัดน้ำมันสําหรับใช้ ประกอบอาหาร ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องสําอาง โดยน้ำมันในเมล็ดจะสกัดได้ประมาณ 16 - 18% อีกทั้งยังสามารถนํามาบดเป็นผงสําหรับทําขนมหวาน รวมถึงใช้ต้มน้ำรับประทานเป็นอาหารเสริม สําหรับรากปม หรือหัวถั่วพู สามารถนํามาใช้ประกอบอาหารจําพวกแกงต่างๆ รวมถึงนําเนื้อหัวมาสับ และตากแห้ง ก่อนจะบดทําเป็นแป้งถั่วพูเพื่อใช้ทําขนม โดยแบ่งจากหัวถั่วพูนี้ยังนํามาหมักทําไวน์ หรือ เหล้าสาโทได้อีกด้วย

ข้อแนะนําในการรับประทานถั่วพู

  • การนําถั่วพูมาแช่น้ำแข็งก่อนรับประทานจะช่วยให้ได้รับความกรอบและความสดมากขึ้น
  • ฝักถั่วพูที่เก็บมาควรรับประทานภายใน 3 วัน หรือหากเก็บไว้นานควรแช่เย็นไว้ เพราะหาก เก็บไว้นานจะทําให้ฝักถั่วพูเปลี่ยนเป็นสีเหลืองได้เร็ว ทําให้ไม่น่ารับประทาน และความกรอบจะ น้อยลง

ข้อควรระวัง

........ทุกส่วนของถั่วพูถึงแม้จะมีโปรตีนสูง แต่ก็มีสารที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ทริปซิน ซึ่งจะทําให้ โปรตีนที่ได้รับจากอาหารไม่ย่อย หรือย่อยได้น้อยลง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกายที่ช้าลง เช่นกัน ดังนั้น การรับประทานถั่วพูที่ให้ได้โปรตีนสูง จึงควรทําถั่วพูให้สุกก่อนทุกครั้ง