แนวทางการปลูกป่าใน “ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง”

 แนวทางการปลูกป่าใน “ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง”

 

          “ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง” เป็นพื้นป่าที่ปลูกขึ้นในลักษณะ “ป่านิเวศ” อันหมายถึง ป่าที่มนุษย์ฟื้นฟูขึ้นเลียนแบบตามหลักการของธรรมชาติ โดยมีลักษณะสังคมพืชแบบป่าดิบลุ่ม (Lowland Dipterocarp Forests) โดยถือเป็นหนึ่งในรูปแบบสังคมพืชไม่ผลัดใบ (evergreen) ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ราบลุ่ม ตามริมแม่น้ำ ห้วย หนอง ลำคลอง บึง สลับกับภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นดอน เนิน โคก ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล จนถึงประมาณ 100 เมตร ลักษณะสังคมพืชคล้ายกับป่าดิบแล้งที่อยู่ตามริมห้วยโดยทั่วไป พันธุ์ไม้เด่นที่เป็นดัชนี ได้แก่ ยางนา และตะเคียนทอง เป็นหลัก ทั้งนี้ปัจจุบันลักษณะสภาพสังคมพืชป่าดิบลุ่มตามธรรมชาติในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แทบจะไม่ปรากฏให้เห็นแล้ว เนื่องจากป่าดังกล่าวเปลี่ยนสภาพโดยมนุษย์ เพื่อการเกษตร การตั้งถิ่นฐาน การขยายตัวของชุมชนเมืองเป็นต้น อย่างไรก็ตาม สามารถพบเห็นสังคมพืชป่าดิบลุ่มในลักษณะเป็นต้นไม้ใหญ่ที่เหลืออยู่ กระจัดกระจาย เป็นต้นเดี่ยวๆ หรือเป็นหย่อมเล็กๆ

วิธีการปลูกและลักษณะพันธุ์ไม้ใน“ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง”

          การปลูกป่านิเวศนั้นจะต้องผสมผสานทั้งกลุ่มพันธุ์ไม้โตเร็ว ที่ช่วยสร้างร่มเงา และพันธุ์ไม้โตช้า หลากหลายชนิด ในลักษณะปลูกแบบเลียนแบบป่าธรรมชาติ ปลูกโดยไม่เป็นแถวเป็นแนว ปลูกพันธุ์ไม้ที่มีหลายระดับความสูงเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ ประกอบด้วย ไม้ยืนต้น (Tree) ไม้พุ่ม (Shrub) และ ไม้พื้นล่าง (Herb) ต้นไม้บางส่วนที่ปลูกขึ้นในพื้นที่พบว่ามีความสูงขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 1-2 เมตร ในปัจจุบัน ปัจจุบันโครงการป่าในกรุง ประกอบด้วยพันธุ์ไม้พื้นเดิมของกรุงเทพและเป็นพันธุ์ไม้หายากประมาณ 300 ชนิด ในรูปแบบการจัดเป็นสังคมพืชป่าแบบต่างๆ อาทิ

  • กลุ่มพืชป่าดิบลุ่ม ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ เช่น ยางนา, ตะเคียนทอง, มะขามป้อม, ตะแบก, พระเจ้าห้าพระองค์, นนทรี, มะกล่ำต้น, มะเดื่อ, มะค่าโมง, ลำดวน, ขันทองพยาบาท, หว้า, สมอพิเภก, สมอไทย, ยมหอม, มะสัง, มะค่าแต้, ประดู่ป่า, แดง, ชุมแสง, ชะมวง, แคนา, กระบก, กระบาก, พะยูง, ไข่เน่า, พะยอม, พฤกษ์, ทำมัง, ชุมแพรก, กระเบา, อ้อยช้าง, ลำดวน, ราชพฤกษ์, มะหาด, มะพลับป่า, มะขวิด, มะเกลือ, พิลังกาสา, พิกุล, ปีบ, ประยงค์ป่า, เทพธาโร, ชะมวง, เฉียงพร้านางแอ, จันทร์หอม, เขล็ง, กุ่มบก, การบูร, กฤษณา, กระโดน, โพธิ์, ไทรย้อย, ไกร, กร่าง,หว้า
  • กลุ่มพืชป่าน้ำกร่อย ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ เช่น แสม, จิกทะเล, แคทะเล, สมอทะเล, หงอนไก่ทะเล, เป้งทะเล, หยีทะเล, ตะบูน, ตีนเป็ด, ปอทะเล, โพทะเล, ตีนเป็ดทราย, เตยทะเล, หมันทะเล, ฝาดดอกขาว, ฝาดอกแดง, รักทะเล, โคลงเคลง, สำมะง่า, เหงือกปลาหมอ, ลำเท็ง, รำแพน
  • กลุ่มพืชป่าเบญจพรรณ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ เช่น ตะคร้อ, ทองกวาว, ทองเดือนฟ้า, สำโรง, ทิ้งถ่อน, โมกมัน, ประดู่ส้ม, พฤกษ์, สารภีทะเล, ชงโค, เสลา
  • กลุ่มพืชตระกูลปาล์ม ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ เช่น ได้แก่ ตาล, เต่าร้าง, หมากสง, หลาวชะโอน
  • กลุ่มพืชชายน้ำ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ เช่น กรวย, กระทุ่ม, กันเกรา, กุ่มน้ำ, ไคร้ย้อย, กระพี้จั่น, มะพลับ, ลำพู, เตยทะเล, จิกทะเล, จิกบก, ตะโก, ตะแบกนา, พะยอม, มะเดื่อ, สาเก, สาธร, ลำแพน, อโศกน้ำ

หลักและวิธีการปลูกป่าใน“ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง”

          การปลูกป่าในโครงการดังกล่าว ดำเนินการตามหลักการสร้างป่านิเวศของ ศาสตราจารย์ ดร. อาคิระ มิยาวากิ โดย
1) การศึกษาพันธุ์ไม้ท้องถิ่นปกคลุมดั้งเดิม เพื่อนำมาใช้ปลูกพื้นที่
2) การคัดสรรกล้าไม้ต้องเลือกกล้าไม้ที่มีระบบรากแข็งแรง
3) ปลูกพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดผสมผสานให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ (Species Diversity)
4) ปลูกแบบถี่การปลูกถี่ 4 ต้นต่อพื้นที่ปลูก 1 ตารางเมตร ปลูกแบบสุ่ม คละชนิดพันธุ์ไม้ก่อนปลูกให้เหมือนลักษณะป่าธรรมชาติ ไม่ปลูกเป็นแถวเป็นแนว
5) ปลูกพันธุ์ไม้หลายระดับ ทั้งไม้ยืนต้น (Tree) ไม้พุ่ม (Shrub) และไม้พื้นล่าง (Herb)
6) การปลูกและดูแลอย่างพิถีพิถัน ได้แก่
     6.1) การเตรียมดินปลูก เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวดิน ช่วยในการระบายน้ำ และช่วยในการระบายอากาศของกล้าไม้ในระยะเริ่มต้น รวมถึงการผสมดินเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน เพื่อให้มีสารอาหารเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของต้นไม้ในช่วง 3 ปีแรก โดยเป็นดินผสมที่มีคุณภาพดี มีส่วนผสมของดินร่วนและวัสดุย่อยสลายได้ ได้แก่ ดิน แกลบดิบ ขุยมะพร้าว และปุ๋ยคอกที่ได้จากมูลสัตว์ ในสัดส่วน 3:1:1:1
     6.2) การนำกล้าไม้จุ่มน้ำก่อนการปลูก เพื่อให้น้ำในระบบรากของกล้าไม้ก่อนดำเนินการปลูก
     6.3) การคลุมด้วยฟางข้าว เพื่อเพื่อช่วยเก็บรักษาความชื้นในดิน

ชนิดสังคมพืชใน“ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง”