โครงการวิจัยการจัดการป่าอย่างยั่งยืน : เพื่อศึกษารูปแบบและวิธีการในการจัดการป่าอย่างยั่งยืน

โครงการวิจัยการจัดการป่าอย่างยั่งยืน : เพื่อศึกษารูปแบบและวิธีการในการจัดการป่าอย่างยั่งยืน 

       ปตท. ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยดำเนินการศึกษาวิจัย การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ในพื้นที่ป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งปลูกไว้แล้วในปีพ.ศ. 2537 และพ.ศ. 2538 โดยท่าการคัดเลือก พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมประเภทต่างๆ เป็นกรณีศึกษา รวมทั้งสิ้น 5 แปลง เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2538 ถึงเดือน กันยายน พ.ศ. 2541 โดยมีวัตถุประสงค์

1. เพื่อสร้างป่าพระเกียรติฯ ที่มีโครงสร้าง และความหลากหลายทางชีวภาพใกล้เคียงป่าธรรมชาติมากที่สุด

2. เพื่อสร้างป่าที่มีสภาพแวดล้อมที่ เป็นแหล่งอนุรักษ์ พรรณพืชและสัตว์ป่า

3. เพื่อหารูปแบบของการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ในประเทศไทย และเป็นต้นแบบสำหรับองค์กรอื่น ๆ และหน่วยงาน ที่รับผิดชอบ

4. เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนและสร้างองค์กร ท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ที่มีอุดมการณ์ในการช่วยป้องกันรักษาป่า

พื้นที่เป้าหมายจำนวน 5 แห่งที่ได้รันการคัดเลือกเพื่อ การศึกษาวิจัย ประกอบด้วย

1. แปลงปลูก FPT 49 ตำบลตำนางแก้ว อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาภูหลวง พื้นที่ ปลูกป่าทั้งหมด 26.675 ไร่ ดำเนินการศึกษาวิจัย 500 ไร่ เป็น ตัวแทนของป่าดิบแล้ง

2. แปลงปลูก FPT 15 ตำบลท่าอิบุญ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ อยู่ในป่าลานลุ่มแม่น้ำป่าพักฝ่าย พื้นที่
ป่า 12,871 ไร่เศษ ดำเนินการวิจัย 500 ไร่ เป็นตัวแทนของป่าเต็งรัง

3. แปลงปลูก FBT 9 ตำบลบ้านบึง กิ่งอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี เป็นป่าแนวกันชนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แม่น้ำเกาะ พื้นที่ปลูกป่าทั้งหมด 525 ไร่ ดำเนินการศึกษาวิจัย 525 ไร่ เป็นตัวแทนของน่าเบญจพรรณแล้ง

4. แปลูก FPT 25 ตำบลสหกรณ์นิคมนายทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ในป่าสงวนเขาพระฤษี-เขาบ่อแร่  พื้นที่ปลูกป่าทั้งหมด 3,350 ไร่ ดำเนินการศึกษาวิจัย 500 ไร่ เป็นตัวแทน ของป่าเบญจพรรณขึ้น

5. แปลงปลูก FPT 2 ตำบลหนอง อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาช้างเผือก พื้นที่ ปลูกป่าทั้งหมด 2,200 ไร่ ดำเนินการศึกษาวิจัย 500 ไร่ เป็น ตัวแทนของป่าตื่นขึ้น

       พื้นที่ป่าไม้ดังกล่าวเป็นป่าเสื่อมโทรมที่ถูกบุกรุกทำลาย บางส่วนเหลือไม้ทั้งเติมน้อยมาก บางส่วนเหสียอยู่ ค่อนข้างมาก และยังคงมีพันธุ์ไม้เรือนยอดเด่นให้เห็นได้บ้าง ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึง สภาพป่าดั้งเดิมในพื้นที่นั้น ๆ

        การศึกษาวิจัยประกอบด้วยกิจกรรมหลัก คือการเร่ง ปลูกเสริมโครงสร้างป่าดังกล่าวที่ได้ดำเนินการปลูกไปแล้ว ให้ฟื้นคืน สภาพป่าที่สมบูรณ์ใกล้เคียงกับสภาพป่าธรรมชาติดั้งเดิมในท้องถิ่น นั้นๆ มากที่สุด มีระบบนิเวศที่มีความ หลากหลายทางชีวภาพมาก ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และสามารถพัฒนาไปตามขั้นตอนของ กระบวนการทดแทนของพืช  (Plant Succession) ไปสู่สภาพป่าถาวร (Climax Forest) ได้รวดเร็วกว่าที่ฝันอยู่ในปัจจุบัน

        กระบวนการที่จะฟื้นฟูสภาพนิเวศสู่สภาพป่าถาวรได้ อย่างรวดเร็วนั้น ทางสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้ดำเนินการ เป็นข้อมูล ทางชีวภาพในพื้นที่ และเพาะกล้าไม้บางชนิดที่จำเป็นต้องใช้ปลูก เสริมเพื่อเพิ่มความหลากทางชีวภาพตามประเภทของป่า โดยเน้น เฉพาะไม้ชั้นเรียนยอดเผ่นที่เป็นสัญลักษณ์ของป่าประเภทนั้น ๆ ไม้ชั้นรอง ไม้พุ่มและไม้พื้นล่าง  รวมทั้งพันธุ์ไม้ที่เป็นอาหารสัตว์เช่น ตะขบ พุทรา มะขามเทศ หว้า ชำมะลียง มะขามป้อม นับเป็นการขยายพื้นที่ป่าด้วยวิธีธรรมชาติ

         ในปีพ.ศ. 2538-2539 ปตท. และสถาบันฯ ได้ดำเนินการประสานงานกับหน่วยราชการในท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และชาวบ้าน เพื่อขึ้นแจงรายละเอียดและเป้าหมายของ โครงการอย่างชัดเจน และ จัดสร้างเรือเพาะชำในพื้นที่เป้าหมาย แห่งละ 1 เรือนเพาะชำ เพื่อเพาะกล้าไม้ชนิดที่จำเป็นต้องใช้ในพื้นที่ตามประเภทของป่า และกรมป่าไม้ไม่มีการสนับสนุน จากนั้นจะเตรียมพื้นที่ปลูกป่าตามแนว ระดับ (contour line) และปลูกป่าในพื้นที่ 250 ไร่ ๆ ละ 60-100 ต้น โดยปลูกสับหว่าง เพื่อให้ต้นไม้เมื่อโตขึ้นสามารถช่วยชะลอการกัดเซาะของน้ำได้ และทำแนวกันไฟกว้างประมาณ 10 เมตร รอบแปลงศึกษาซึ่งได้แบ่งเป็นแปลงหย่อยแปลงละ 100 ไร่

         ในปี พ.ศ. 2540 ดำเนินการปลูกเพิ่มอีก 250 ไร่ และ ปลูกซ่อมกล้าไม้ที่ตาย โดยใช้กล้าไม้ข้างที่ได้ดูแลรักษาไว้ ในปีพ.ศ. 2541 เน้นการปรุงรักษาและปาซ่อมตามความจำเป็น โดยมีการกำจัดวัชพืชและทำแนวกันไฟเช่นเดียวกับพ.ศ. 2539 - 2540 ด้วยความคาดหวังว่า พื้นที่เป้าหมายทั้ง 5 แห่ง จะฟื้นคืนสู่ความ หลากหลายทางชีวภาพใกล้เคียงกันน้ามรรมชาติ

         แนวทางที่สำคัญยิ่งของการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน นอกจากการฟื้นฟูระบบนิเวศของป่าแต่ละประเภทแล้ว ยัง รวมถึง การสร้างกระบวนการให้ชุมชนรายรอบพื้นที่เข้ามามีบทบาท ในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าและรู้จักใช้ทรัพยากรจากป่า อย่างมีการทดแทน เพื่อให้เกิดการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนเหมาะสมกันแต่ละพื้นที่ ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้จึงรวม การศึกษาสภาพทางเศรษฐกิจและ สังคมของชุมชน และประสานความร่วมมือกับผู้นำชุมชน วัด โรงเรียน และหน่วย ราชการท้องถิ่นในการส่งเสริมอาชีพเพื่อพัฒนา คุณภาพชีวิตของคนในชุมชน และสร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้ และการ มีส่วนร่วมในการพิพากษ์รักษาป่าต่อไป

         กิจกรรมด้านพัฒนาชุมชนที่เป็นการส่งเสริมอาชีพเสริม ความต้องการและความพร้อมของชุมชน อาทิ กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษที่ ต.นางแก้ว และกลุ่มยาสูบที่ ต.ท่าบุญ ก็ใช้สารสกัดจากสะเดา ช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้ชุมชน, กลุ่มเพาะเห็ดฟาง ในโรงเรียนที่บ้านดิโส อ.ทองผาภูมิ สร้างรายได้เสริมให้ครอบครัวละ 2,500-3,000 บาท/เดือน ฯลฯ