ยางนา (Dipterocarpus alatus)

ชื่อพฤกษศาสตร์
Dipterocarpus alatus

วงศ์
DIPTEROCARPACEAE

ชื่อพื้นเมือง
กาตีล,ขะยาง,จ้อง,จะเตียล,ชันนา,ยางตัง,ทองหลัก,ยาง,ยางขาว,ยางแม่น้ำ,ยางหยวก, ยางกุง,ยางควาย,ยางเนิน,ราลอย,ลอยด์

ลักษณะทางนิเวศวิทยา (การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ)
ชอบขึ้นเป็นกลุ่มตามที่ราบริมลำธาร ในป่าดิบทั่วไป ที่มีดินอุดมสมบูรณ์ ลึกและมีความชุ่มชื้นเพียงพอ สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 200 – 600 เมตร ในประเทศไทยไม้ยางนาขึ้นอยู่ทุกภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบทั่วไปในจังหวัดเลย ขอนแก่น และนครราชสีมา ภาคกลาง พบทั่วไปในจังหวัดสระบุรี นครนายก และกาญจนบุรี ภาคตะวัน-ออกสามารถขึ้นอยู่ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และตราด ภาคใต้ พบที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และตรังิ

ชนิดป่าที่พบ
ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น

 

ลักษณะทางวนวัฒนวิทยา

ลำต้น / ลักษณะเนื้อไม้
ลำต้นเปลาตรง เปลือกเรียบหนา สีเทาอมขาว โคนต้นมักเป็นพูพอน โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งมี ความชื้นสูงมากๆ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมหนา เนื้อไม้สีน้ำตาลแดง

ใบ
ใบเป็นรูปไข่ ปลายแหลมคล้ายใบหอก ขนาดกว้าง 8 – 15 ซม. ยาว 20 – 30 ซม. เนื้อใบหนา ปลายใบสอบเรียว โคนใบเรียบ เส้นแขนงใบมี 14 – 17 คู่ ก้านใบยาว 4 ซม. กาบหุ้มยอดหรือ ใบอ่อน มีขนอ่อนสีน้ำตาล ผิวใบมีขนอ่อนและเส้นใบเห็นชัด

ดอก
ตาดอกเกิดขึ้นที่ข้างกิ่งที่แตกออกมาใหม่พร้อมการแตกใบอ่อน เมื่อใบอ่อนเริ่มคลี่ออกช่อ ดอกก็จะเริ่มขยายตัวไปพร้อมๆ กัน และจะมีการเจริญของดอกจากโคนไปยังปลายของช่อ ดอก ดอกมีสีชมพู ดอกออกเป็นช่อสั้น ๆ ตามง่ามใบตอนปลายกิ่ง

ผล
ผลออกเป็นช่อ ช่อหนึ่งจะมี 1 – 3 ผล ผลอายุประมาณ 100 วันจะแก่พอที่จะเก็บมาขยาย พันธุ์ได้ ผลยางนาจะมีปีก 2 ปีก ยื่นออกมาจากปลายผลห่อหุ้มส่วนล่างของผลหรือบริเวณ ที่จะงอกเป็นรากไว้ มีเมล็ดเดียวเป็นลักษณะคล้าย ๆ แป้งสีขาวมีริ้วสีน้ำตาลกระจายอยู่ทั่วไป ภายในสุดจะเป็นใบเลี้ยงและคัพภะที่จะเจริญเติบโตต่อไปได้ ผลหรือเมล็ดที่สมบูรณ์จะต้องมี เปลือกหุ้มที่พองนูนสม่ำเสมอ

 

การขยายพันธุ์

เมล็ดยางนา โดยต้องเพาะชำทันทีหลังจากเก็บเมล็ดมาแล้ว ก่อนเพาะควรตัดปีกเมล็ดออกก่อน โดยหยอดเมล็ดลงถุงเพาะชำหรือเพาะในกะบะเพาะชำ ใช้ขี้เถ้าแกลบเป็นวัสดุเพาะชำ วางเมล็ดให้ส่วนที่อยู่ระหว่างปีกหงายขึ้น กดเมล็ดให้จมลงในวัสดุเพาะชำ แล้วรดน้ำให้ชุ่มก็จะสามารถงอกได้ภายใน 5 – 6 วัน ในการเตรียมกล้าไม้จำนวนมาก ให้ทำการเพาะเมล็ดในกะบะหรือหลุมตื้น โดยนำเมล็ดมากองสุมกันเด็ดปีกออกก่อน แล้วใช้กระสอบป่าน ฟาง หรือขุยมะพร้าว คลุมทับเมล็ดไว้แล้วรดน้ำให้ชื้นเช้าเย็นทุกวัน ประมาณ 5 – 7 วัน เมล็ดก็จะงอกแล้วย้ายชำลงถุงต่อไป เมล็ดจะทยอยงอกไปประมาณ 1 เดือน ก็จะหยุดการงอก

ช่วงเวลาออกดอก-ผลดอก

ออกดอกระหว่างเดือนธันวาคม – มกราคม และเป็นผลในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

 

การใช้ประโยชน์

เนื้อไม้
ใช้ทำเสา ไม้หมอนรองรางรถไฟ ใช้ในการก่อสร้างได้ทนทานและแข็งแรงดี ทำเครื่องเรือนและไม้บุผนังที่สวยงาม ทำเรือใบเดินทะเล ทำไถ คราด ครก สาก กระเดื่อง ส่วนประกอบต่าง ๆ ของเกวียน และตัวถังรถ ใช้สำหรับกลึง แกะสลัก ทำพานท้ายและรางปืน กลอง โทน รำมะนา ด้ามปากกา ปุ่มไม้มะค่ามีลวดลายสวยงามดีและราคาแพง ใช้ทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้ชั้นสูง เฟอร์นิเจอร์
เมล็ด
เนื้อในเมล็ดอ่อนใช้รับประทานเป็นอาหารได้

 

แหล่งอ้างอิง

http://www.dnp.go.th