พวงคราม (Petrea volubilis)

ชื่อพฤกษศาสตร์ 
Petrea volubilis

วงศ์
Verbenaceae
ชื่ออื่นๆ
ช่อม่วง

ลักษณะทางนิเวศวิทยา 
มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกากลางจากปานามาถึงเม็กซิโก และหมู่เกาะเวสต์อินดีส


ลักษณะทางวนวัฒน์วิทยา  

ลำต้น / เรือนยอด
ไม้พุ่มสูงได้ถึง 4 ม. หรือเป็นไม้เถายาวได้ถึง 12 ม. หากปลูกจนมีอายุมากจำเป็นต้องใช้ค้ำยันช่วย โดยเถาเป็นไม้เนื้อแข็ง เปลือกเถา และกิ่งสีเทาอมน้ำตาลอ่อน เถาแตกกิ่งได้มาก ปลายกิ่งมีขนปกคลุม


ใบ
ใบ แทงออกเป็นใบเดี่ยว เรียงเป็นคู่ๆตามปลายกิ่ง ใบมีรูปรียาว สีเขียวสด โคนใบ และปลายใบสอบแหลม กลางใบกว้าง กว้างประมาณ 8-10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ มีขนสากปกคลุมทั่ว ใบมีเส้นกลางใบสีเขียวอ่อน และเส้นใบย่อยแตกออกสลับข้างจากเส้นกลางใบ

ดอก
ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอก 10-50 ดอก แต่ละดอกประกอบด้วยกลีบรองดอก 5 กลีบ พวงครามมักจะออกดอกและบานพร้อมกันเต็มช่อ ดอกค่อนข้างดกและจะบานทนนานได้หลายวันมาก ขณะดอกอ่อน ซึ่งดอกตรงกลางยังไม่บานออก กลีบรองดอกจะกางออกก่อน ซึ่งจะมีสีเขียวอมขาว แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นสีขาว สีคราม และสีม่วงเมื่อดอกบาน และแก่เต็มที่ 


ผล
ผลสด ติดอยู่บนกลีบประดับ มีขนนุ่มปกคลุม มี 1 เมล็ด ผลค่อนข้างกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 4-6 ซม. เมื่อสุกสีม่วงหรือสีเหลืองมีเนื้อฉ่ำน้ำ


การขยายพันธุ์
สามารขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด แต่ที่นิยม คือ การปักชำเถา และการตอนกิ่งหรือตอนเถา ซึ่งการปักชำ และการตอนจะมีข้อดี คือ ทำให้ได้ต้นพันธุ์ที่สามารถออกดอกได้หลังการปลูกในช่วงฤดูหนาวได้เลย ส่วนการเพาะเมล็ดจะใช้เวลาในการออกดอกนาน 2-3 ปี แต่จะได้เถาที่แตกกิ่งจำนวนมาก ลำต้นมีอายุยืน เหมาะสำหรับการปลูกไว้นานๆ และปลูกเพื่อทำซุ้มประดับ
การเจริญเติบโต
พวงครามเป็นไม้ที่ชอบอยู่ในที่กลางแจ้ง ที่มีแสงแดดส่องถึงตลอดวัน มีความต้องการน้ำปานกลาง แต่จะไม่ชอบให้น้ำขังแฉะ  เจริญงอกงามได้ดี ในสภาพดินที่มีความชุ่มชื้นและดินที่มีความร่วนซุยสามารถเก็บความชื้นได้ดี พวงครามเป็นไม้ที่ไม่มีโรคและแมลงรบกวนจนถึงขั้นเสียหาย
การใช้ประโยชน์
เวลามีดอกดกและดอกบานพร้อมกันทั้งต้น จะสร้างบรรยากาศให้ดูงดงามเป็นอย่างยิ่ง จึงนิยมปลูกประดับเป็นซุ้มหรือให้เลื้อยตามกำแพง หรือปลูกไว้ตามบ้านเรือน ดอกนำมาคั้นสกัดเอาน้ำสำหรับเป็นสีทำขนม หรือที่เรียกว่า ขนมช่อม่วง
ช่วงเวลาออกดอก
ออกดอกตลอดปี โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว 

 

 

แหล่งอ้างอิงข้อมูลและภาพ

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
Puechkaset
maidokmaipradab.blogspot.com