แก้วกระดาษเคลือบพลาสติกอเมซอนไบโอคัพ กับบทบาทใหม่ในการช่วยฟื้นฟูทะเลไทย

                                                                                                     

 

          ตอนนี้พวกเราคงคุ้นเคยกับแก้วอเมซอนไบโอคัพ กันดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะแก้วร้อน ซึ่งทำจากกระดาษเคลือบ BioPBS พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ 100% (compostable plastic) ที่ คาเฟ่ อเมซอนเริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2554 และทำให้คาเฟ่ อเมซอน เป็นธุรกิจร้านกาแฟสด ‘รายแรก’ ของประเทศที่นำบรรจุภัณฑ์กระดาษเคลือบด้วยพลาสติกชีวภาพชนิด BioPBS มาใช้เพื่อรณรงค์ให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม

          ปตท. ตระหนักถึงความสำคัญขององค์ความรู้และการวิจัยเพื่อค้นหานวัตกรรมใหม่ๆ โดยนอกจากจะมีผลงานวิจัยมากมายที่สามารถนำไปต่อยอดทางธุรกิจแล้ว ปตท.ก็ยังมีงานวิจัยที่ให้ความสำคัญต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่พร้อมนำมาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยตั้งแต่ปี 2545 ปตท. ได้ร่วมมือกับโครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย (Biodivesity Research and Training Program หรือ BRT) ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดำเนินงานของสถาบันพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศึกษา ค้นคว้า วิจัย ร่วมกับชุมชนในหลายพื้นที่เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน

          ที่มาที่ไปของปัญหาคือ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น ซึ่งคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เพียงแต่อยู่ในอากาศ แต่มีบางส่วนถูกดูดซึมลงท้องทะเล และเมื่อมีคาร์บอนไดออกไซด์ในทะเลมากขึ้น ส่งผลให้น้ำทะเลมีสภาพเป็นกรดมากขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลต่อระบบนิเวศและระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ปตท. ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ จึงได้ร่วมมือกับ สวทช. สนับสนุนงบประมาณวิจัยให้กับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการทำการศึกษาศักยภาพของสาหร่ายใบมะกรูดในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล ในระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557- พ.ศ.2558 

          สำหรับเหตุผลที่ว่าทำไมต้องเป็นสาหร่ายใบมะกรูดนั้นเนื่องจากสาหร่ายใบมะกรูดมีความสามารถในการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ในทะเลให้อยู่ในรูปของหินปูนและเมื่อตายลงหินปูนเหล่านี้จะสลายกลับกลายเป็นทรายอยู่ในทะเล สาหร่ายชนิดนี้จึงสามารถเรียกได้ว่าเป็น ‘Carbon Sink’ ในทะเลและสามารถนำมาใช้ในการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ สาหร่ายใบมะกรูดยังสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เป็นแหล่งอนุบาลและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน ทำให้เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์น้ำทางเศรษฐกิจและการช่วยเพิ่มคุณภาพน้ำได้อีกด้วยโดยนักวิจัยได้ทดลองปลูกสาหร่ายใบมะกรูดในบริเวณอ่าวตังเข็นและบริเวณพื้นที่รอบหน่วยงานคลังน้ำมันภูเก็ต ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก ปตท. ให้ใช้เป็นพื้นที่ศึกษา

          คณะนักวิจัยได้เริ่มดำเนินงานวิจัยตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ.2556 โดยมีการพัฒนาระบบเพาะเลี้ยงสาหร่ายใบมะกรูดในห้องปฏิบัติการและนำสาหร่ายใบมะกรูดไปทดลองปลูกในพื้นที่อ่าวตังเข็นและคลังน้ำมันภูเก็ต และเนื่องจากสาหร่ายใบมะกรูดตามธรรมชาติจะฝังตัวอยู่ในพื้นทราย การย้ายปลูกจึงต้องทำให้ใกล้เคียงกับสภาพธรรมชาติ โดยในช่วงแรกได้ทดลองใช้วิธีปักดำ แต่พบปัญหาถูกกัดเซาะ ต่อมาลองใช้อิฐบล็อคช่วยในการยึดสาหร่ายแต่ก็ทำให้สาหร่ายโตได้ไม่ดี ต่อมาใช้ท่อ PVC แต่ก็ต้องใช้แรงงานมากและทำได้จำนวนน้อย 

 

 

          ในที่สุด คณะนักวิจัยจึงหันมาทดลองใช้แก้วอเมซอน ไบโอคัพสำหรับเครื่องดื่มร้อน มาใช้ในการอนุบาลสาหร่ายก่อนย้ายปลูก เพราะแก้วอเมซอน ไบโอคัพ ทำจากกระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพ BioPBS ซึ่งมีคุณสมบัติย่อยสลายได้ จึงเหมาะที่จะนำมาใช้เพิ่มความแข็งแรงของระบบรากของสาหร่ายใบมะกรูดให้เกาะแน่น แข็งแรงขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้การย้ายปลูกสาหร่ายสะดวกยิ่งขึ้น เพราะไม่ต้องนำสาหร่ายออกจากแก้วขณะที่ปลูก แต่สามารถฝังทั้งแก้วลงไปในพื้นที่ปลูกได้เลย นอกจากนี้ ยังเป็นการนำแก้วกาแฟที่ใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่อีกด้วย

          การทดลองปลูกสาหร่ายใบมะกรูดโดยใช้แก้วอเมซอน ไบโอคัพ เริ่มเมื่อเดือนพฤษภาคม 2558 และจากการเก็บข้อมูลครั้งแรกในเดือนมิถุนายนพบว่า ตัวแก้วด้านนอกมีลักษณะเปื่อยยุ่ย แต่ยังคงสภาพเป็นรูปแก้วอยู่ ต่อมาในเดือนกรกฎาคมพบว่าตัวแก้วได้มีสภาพเปื่อยยุ่ย สามารถดึงออกเป็นชิ้นๆ ได้จากการเก็บข้อมูลเพื่อสรุปผลการวิจัยพบว่า การปลูกสาหร่ายใบมะกรูดในพื้นที่ทดลองในธรรมชาติด้วยวิธีการย้ายปลูกแบบใหม่ด้วยวิธี Bio Cup transplant Method โดยใช้แก้วกาแฟอเมซอน ไบโอ คัพ แบบร้อนนี้เป็นวิธีใหม่ที่ผู้วิจัยทดลองพบว่าอัตราการรอดและการเกิดต้นใหม่สูง โดยสามารถเพิ่มอัตราการรอดของสาหร่ายใบมะกรูดได้ถึง 83% และเพิ่มอัตราการเกิดต้นใหม่ได้สูงถึง 2 เท่าเลยทีเดียว

          ผลงานวิจัยนี้ทำให้ ปตท. เกิดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปส่งเสริมและขยายผล ทั้งในสถานประกอบการและพื้นที่อื่นๆ ต่อไป ถือเป็นงานวิจัยที่ช่วยเพิ่มพืชสีเขียวและลดปริมาณขยะได้พร้อมๆ กัน

ที่มา วารสาร Spirit บ้านเรา ฉบับที่ 556 ปีที่ 32  
เรื่องโดย ส่วนสื่อสารกลุ่มธุรกิจปิโตเลียมขั้นปลาย